เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2553 เนื่องในโอกาสมีกิจกรรมงานสังคมศาสตร์วิชาการ ครั้งที่ 6 ที่ มรช. ประมาณ 8 โมงเช้าก็ได้รับโทรศัพท์จากเจ้าแบงค์ ศิษย์รุ่นแรกคนหนึ่งในสาขาวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ถามเรื่องเวลาเริ่มงานเพราะเจ้าตัวต้องพาเด็กนักเรียนมาร่วมแข่งขันตอบปัญหาในงานด้วย  ขำๆ ดีทำไมพ่อคุณไม่โทรฯไปหาคณะกรรมการที่รับผิดชอบประสานงาน  เอาเป็นว่าเข้าใจ...นี่คือช่องว่างที่เกิดขึ้นได้  โดยหน้าที่ก็ต้องให้กำลังใจว่ามาทันแต่ให้โทรฯแจ้งไปที่ประธานกรรมการฝ่ายที่รับผิดชอบเรื่องนั้นไป

เวลาทำให้คนเติบโตขึ้น เจ้าแบงค์ตอนเป็นนักศึกษาไม่มีภาพที่ใครจะจินตนาการว่าจะมาประกอบอาชีพครู แต่แบงค์ก็ทำได้ แถมเรียนวิชาชีพครูเพิ่มเติม 1 ปี จบแล้วด้วย  นับไปนับมาในรุ่นที่จบ 10 กว่าคน เป็นครูซะเกือบครึ่ง ส่วนหนึ่งคงเป็นความคาดหวังและผลักดันของคนในครอบครัวนั่นแหละ  สงสัยนะทำไมไม่เลือกเรียนครุศาสตร์กันตั้งแต่เริ่มต้น  เถอะนะ...อายุยังน้อยกัน คงมีเวลาฝันอีกยาวนาน

และเพราะโลกกลมด้วยรึเปล่า ที่ไป ๆ มา ๆ การทำงานของอาจารย์กับลูกศิษย์ก็วนเวียนมาประสานสัมพันธ์กัน  หากทำอาชีพนี้ไปนาน ๆ หันไปหันมาก็คงเจอแต่ลูกศิษย์เต็มเมือง  งั้นเอายังงี้ดีกว่า...เลิกเป็นอาจารย์ซะ  ทำอย่างอื่นที่สร้างสรรค์  ใครมาว่าพวกอุดมการณ์เขวก็ว่าไป  ไม่มารู้ข้อเท็จจริงบางอย่างด้วยตัวเองก็งมโข่งคิดไปตามแต่อยากคิดก็แล้วกัน  มันมีอะไรบางอย่างแหละน่า...รู้แล้วจะหนาว (เห็นอนาคตไทยอยู่ไหวๆ) 

เอาเป็นว่า  เวลายังคงดำเนินไป

คนบางคนเติบโตทั้งในด้านจิตวิญญาณและอาชีพ

คนบางคนยิ่งอายุมากกลับมีวุฒิภาวะไม่ต่างอะไรกับเด็กเอาแต่ใจ เห็นแก่ตัว แถมขี้โกง

เมื่อโลกหมุนไป...สักวันหนึ่งโลกจะสอนบทเรียนคนพวกนี้เอง

ตอนนี้ก็เริ่มเห็นปรากฏการณ์บ้างแล้ว

กรรมใคร ใครก็เตรียมตัวรับกันไปก็แล้วกัน

....

นกเล็ก 

 

 

วิ่งตามสายใยรัก

posted on 20 May 2009 06:43 by woraluck

ตอนเด็ก ๆ ช่วงเวลาปิดเทอม การอยู่บ้านพ่อ-แม่ ที่สถานีรถไฟมีเสน่ห์อย่างหนึ่งคือ บ้านเป็นที่รวมของหนังสือและเพื่อนเล่น  เรียกว่าใครหาลูกไม่พบมาหาที่บ้านเราได้เลย มีอะไรให้เล่นกันตั้งแต่เช้าจดค่ำน่ะแหละ เพราะฉะนั้นด้วยความเป็นเด็กซึ่งตอนนั้นคงตัวเล็กมาก ใจดวงเล็กเลยติดเพื่อนไง พอน้าผู้หญิง(น้องของแม่)ที่เลี้ยงดูเรามาตั้งแต่ตัวนิดเดียว เหมือนแม่อีกคนที่เราเรียกชื่อเล่นว่า "น้าเอิบ" มารับที่บ้านเพื่อไปอยู่บ้านตา (พ่อเฒ่า) ก็จะมีอาการสับสนในชีวิต ห่วงความสนุก ความสุขจากการเล่นโดยมีเพื่อน ในขณะเดียวกันก็จะห่วงความรู้สึกคนที่รักเรามากคนหนึ่ง  อาการลังเลจะเกิดขึ้น  แรก ๆ ก็ไม่ยอมไปด้วย ทำเอาน้าเอิบน้ำตาไหลร้องไห้เดินกลับบ้านพ่อเฒ่า  ก็พอกันล่ะเราก็มักแอบร้องไห้ เท่าที่หัวใจดวงเล็กจะรู้เดียงสา

สมัยก่อนเส้นทางที่จะไปบ้านพ่อเฒ่าหากไม่ไปทางรถยนต์ รถมอเตอร์ไซด์ หรือรถจักรยาน (รถถีบ) ก็มีอีกเส้นทางคือการเดินด้วยเท้า  ผ่านบ้านเรือนญาติพี่น้อง ผ่านบ้านชาวบ้าน ผ่านป่า กว่าจะถึงบ้านพ่อเฒ่าคงรวม ๆ ระยะทางได้ประมาณ 4-5 กม. กระมัง.....ก็คิดมากสิ  กว่าน้าเขาจะมาถึงบ้านได้ต้องเดินมาตั้งไกลแน่ะ

พอน้าเอิบคล้อยหลังแล้วเราก็มักจะคิดได้  วิ่งตามหลังจนทัน แม้จะมีน้ำหูน้ำตากันแต่ด้วยความรักความเอ็นดู ในที่สุดก็ง้อได้สำเร็จ ก็คนตัวเล็ก ๆ เล่นเดินร้องไห้ไป ตามก้นต้อย ๆ ไป ง้อไม่สำเร็จก็ให้รู้ไปสิ... อิ อิ ทำให้ผู้ใหญ่เสียใจน่ะเลยรู้สึกไม่ดี  แบบนี้เรียกได้ว่า วิ่งตามสายใยรักได้ป่ะนะ

 

....

คิดถึงจัง สบายดีไหมหนอ?

นกเล็ก

...

ภาพประกอบ : ขอบคุณภาพจาก http://fwmail.teenee.com/strange/11501.html

เพื่อนวัยเด็ก

posted on 17 May 2009 04:17 by woraluck

"นกเอ๋ย นกเอี้ยง

นกเอี้ยง มาเลี้ยงควายเฒ่า

พอควายกินข้าว นกเอี้ยงหัวโต"

ไม่รู้ว่าเป็นเพลงรึเปล่านะ แต่ตอนเด็ก ๆ  จะร้องเพลงนี้เล่น ๆ....ตอนอยู่บ้านพ่อเฒ่า (ตา)เคยมีหน้าที่จูงควายกินหญ้าบนคันนา  ที่ต้องจูงหมายถึงต้องคอยดูแล กำกับไม่ให้ควายลงไปกินข้าวในนา  หากควายดื้อลงไปกินข้าวเราก็จะร้องเพลงนี้กัน เหมือนกับว่าหากทำหน้าที่ได้ไม่ดีก็โดนดุว่าประมาณนี้ล่ะ  แต่เราไม่เคยโดนดุว่าหรอก แค่มีการล้อเล่นกันเท่านั้นแหละ  ก็ตอนจูงควายเดินบนคันนาน่ะผู้ใหญ่เขามองเห็นหัวเราที่ไหนเล่า ตัวนิดเดียวอ่ะนะ ต้นข้าวในนาสูงกว่าเยอะอ่ะ เขาก็เห็นแต่หลังควาย หากพี่ควายดื้อจริง ๆ ก็คงแค่โดนล้อน่ะแหละ เป็นการเปรียบเทียบกับนกเอี้ยงที่ชอบมาเกาะหลังควายเพื่อหาแมลงกิน นกเอี้ยงก็เลยเป็นตัวแทนของนกที่มีหน้าที่เลี้ยงควายไง เลี้ยงไม่ดีนกเอี้ยงก็โดนทำโทษจนหัวโต ประมาณนี้มั๊ง  จำไม่ค่อยจะได้แล้วน่ะ 

จำไม่ได้หรอกว่าตอนเด็ก ๆ ไปบ้านใครบ้างที่เขาเลี้ยงนกเอี้ยงพูดได้เอาไว้  บางครั้งเลยรู้สึกว่าอยากเลี้ยงมั่ง มีนกเป็นเพื่อนคุยคงสนุกดีน่ะ  แต่ก็นั่นแหละไม่ได้ถึงกับร่ำร้องให้ใครหานกมาให้เลี้ยง จำได้เพียงว่าเคยเลี้ยงนกเอี้ยงเอาไว้  ได้มาวิธีไหนลืมไปแล้ว  เป็นนกบาดเจ็บหรือว่าเป็นนกที่น้าชายมือฉมังหนังสติ๊กหามาให้ก็จำไม่ได้แล้ว เพราะเคยเลี้ยงหลายตัวอยู่นะ 

เลี้ยงนกเอี้ยง ให้มันเกาะบ่าบ้าง เกาะแขนบ้าง  ไปไหนไปกันดีออก เราก็มีหน้าที่ตะครุบตั๊กแตนเป็นอาหารให้มันไง เลี้ยงอะไรก็ต้องเลี้ยงให้ดีว่าป่ะ  วิธีที่จะทำให้นกไม่บินหนีไปก็จะมีคนช่วยตัดปลายปีกของนกออก  มันทำได้ก็แค่กระโดดไปมาอยู่บนบ่า คิดไปก็น่าสงสารแฮะ!  แต่ตอนนั้นไม่รู้นี่ คิดแบบเด็ก ๆ อ่ะ  เขาบอกว่าเลี้ยงนกเอี้ยงไปสักระยะ พอโตได้ที่ก็ตัดลิ้นแล้วฝึกให้นกพูด ...."เอี้ยงจ๋า  จ๋าเอี้ยง" ......ซ้ำไปซ้ำมาเป็นการเริ่มบทเรียนแรก ๆในการเลียนการพูดของคน  แต่ก็เสียดายที่เรามักเลี้ยงนกต่อเนื่องไม่ได้ เพราะพอถึงเวลาเปิดเทอมก็ต้องกลับไปอยู่กับแม่เนื่องจากอยู่ใกล้โรงเรียน หน้าที่ก็เปลี่ยนไปตามบ้านที่อยู่แหละ  นกก็อายุไม่ค่อยจะยืน อาจเพราะธรรมชาติของนกก็ต้องบิน ต้องหาอาหารเอง ทำรังอยู่ในป่า  มีอิสระ  มาอยู่กับคน คนสนุกแต่นกอาจทรมานก็เป็นได้

..

ก็เป็นความสุขประสาเด็กท้องนาน่ะนะ

ว่าไปตุ๊กตายังสู้ไม่ได้เลยสักนิด

ตุ๊กตาไม่มีชีวิตอ่ะ

ต้องจินตนาการเอาเองป่ะ

ประเภทพวกขาดความอบอุ่นไง

ต้องนอนกอดตุ๊กตา

กอดจนเน่ากันไปข้าง

ประมาณนี้ป่ะนะ

อิ อิ

....

นกเล็ก

....

ภาพประกอบ :  วิชัย ประธานกลุ่มเด็กรักนกชัยภูมิผู้วาด  (นกเล็ก : ถ่ายภาพ)

 

 

 

เมื่อออกบิน...

posted on 13 May 2009 03:14 by woraluck

นึกถึงยานพาหนะคู่บ้านและคู่ใจสมัยก่อน...จักรยานน่ะ   (ที่บ้านเรียก "รถถีบ")

ชอบนะนั่งซ้อนท้ายจักรยานที่คนอื่นปั่นนี่น่ะ

เหมือนตอนร้องไห้ตามพ่อกลับบ้านเวลาปิดเทอมแล้วต้องไปอยู่บ้านพ่อเฒ่านาน ๆ

แหะ แหะ ก็คิดถึงเพื่อนอ่ะ  อยู่บ้านพ่อเฒ่าไม่มีเพื่อนเล่นนี่นา

หากบังเอิญพ่อใจดีให้กลับด้วยล่ะก็

ระหว่างนั่งซ้อนท้ายจักรยานพ่อนะ

โห!...มองสองข้างทางแล้วคิดอะไรได้ตั้งเยอะแน่ะ

เพราะพ่อเงียบอ่ะ ไม่ชวนคุยเลย

ทำให้ไม่แน่ใจว่า จริง ๆ แล้วพ่ออยากพากลับบ้านป่ะ

อิ อิ

 

ตอนปั่นจักรยานเองไม่เป็นก็สนุกกับการได้นั่งซ้อนท้ายจักรยานพ่อมั่ง พี่มั่ง เพื่อนมั่ง 

พอเริ่มหัดปั่นเองและปั่นได้ก็สนุกสิ

ยังกะบินได้แน่ะ

ชอบปั่นไปโน่นนี่

เวลาไปไกล ๆ หากไปคนเดียวก็จะกลัว ๆสองข้างทางหน่อย

แต่ชอบเวลาปั่นลงจากที่สูงที่แถวบ้านเขาเรียกว่า "ควน" อ่ะ

มันส์พ่ะย่ะค่ะ เลย

จำได้ว่าครั้งหนึ่งตอนกำลังบินน่ะ

ยังไงไม่รู้ตอนรถลงจากสะพานไม้กลับบินไม่ตรงเส้นทาง

ตัวเล็ก รถใหญ่กว่าคนป่ะม่ายรุ

เลยตกถนนแอ้งแม้งแถวป่าข้างทางอ่ะ

เจ็บวุ้ย!....เป็นงงอยู่พักใหญ่ก่อนจะตะเกียกตะกายเอาตัวเองออกมาจากพงหญ้าได้

นับแต่นั้นมา...ไม่พลาดแระ

ผิดเป็นครู จริงป่ะ?

 

...

ง่วงอ่ะ ไปนอนอีกรอบก่อนล่ะ

นกเล็ก

 

edit @ 13 May 2009 18:03:38 by วรลักษณ์ จรัญรักษ์

ก้านมะยม...เจ็บอ่ะ

posted on 09 May 2009 00:25 by woraluck

 

เย็นวันหนึ่ง... 

นานมากแล้ว  สามสิบกว่าปีเชียวล่ะ 

ณ ลานทรายหน้าบ้านหลังห้องแถวใกล้สถานีรถไฟ (งงป่ะ)

ลูกสาวพ่อนุ่งกางกางในตัวเดียว

กำลังสนุกกับการใช้ไม้ต่างดินสอวาดภาพบนผืนทรายหน้าบ้าน

เสียงพ่อเรียก.........".........อาบน้ำ......"

มีไม่กี่ครั้งหรอกที่พ่อจะตักน้ำใส่โอ่งแล้วจัดการให้ลูกสาวอาบน้ำ

คำที่มักติดปากตอบพ่อกลับไปทันที

"เดี๋ยว"............

ได้ยินเสียงพ่อเรียกซ้ำ

"เดี๋ยว"... อีกตามเคย ก็ยังสนุกกับจินตนาการวาดภาพตรงหน้าอยู่เลยน่ะ

........................

เงียบ!.......สักพักใหญ่.........

เสียงฟาดไม้ก้านมะยมพร้อมกับเสียงร้องไห้จ้า..............

ครั้งเดียวในชีวิตที่จำได้ว่าพ่อตี

ไม้ก้านมะยมอ่ะ  เจ็บแสบที่สุดเลยอ่ะ

 

จำได้แต่ไม่ยักกะโกรธพ่อแฮะ!

โถ!...ก็พ่ออุตส่าห์ตักน้ำจากบ่อให้อาบเชียวนะ

ก็รักพ่อน่ะ

ทำยังไงก็ยังรัก

 

....

ลูกสาวพ่อ

บันทึกในวันที่อายุขึ้นด้วยเลข 4 แล้ว

แก่แระ

....

 

edit @ 9 May 2009 00:42:53 by วรลักษณ์ จรัญรักษ์

edit @ 9 May 2009 01:41:07 by วรลักษณ์ จรัญรักษ์